ความดีที่ไม่สิ้นสุด คือ การอุทิศอวัยวะเมื่อยามสิ้นสูญ ...
สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย

หัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญมากของร่างกาย
ปอด อวัยวะใช้หายใจ แลกเปลี่ยนก๊าซ..
ไต
อวัยวะรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง
ตับ ..อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในช่องท้อง
หัวใจ
ลักษณะและหน้าที่ของหัวใจ
      หัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญมากของร่างกาย มีขนาดเท่ากำปั้นของเจ้าของ ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อนำออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และนำโลหิตใช้งานแล้วที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ไปฟอกที่ปอดต่อไป หัวใจจะเต้นประมาณ 75 ครั้ง/นาที

การดูแลรักษาหัวใจให้แข็งแรง
- รับประทานอาหารที่ดีมีคุณค่าอย่างพอเหมาะ
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากเกินไป เพราะจะทำให้ มีการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดหมุนเวียนไม่สะดวก
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- พักผ่อนอย่างเพียงพอ
- ทำจิตใจ อารมณ์แจ่มใส และไม่เครียด

โรคที่เกี่ยวกับหัวใจ
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เยื้อหุ้มหัวใจอักเสบ
- กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพ
- โรคหัวใจรูมาติค (โรคของลิ้นหัวใจ)
- หัวใจล้มเหลว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ
- ลิ้นหัวใจเสื่อม ทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ
- ความดันโลหิตสูงอยู่เรื่อยๆ เป็นเวลานานทำให้หัวใจต้องทำงานหนักอยู่เสมอ
- เส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้รับเลือดเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจตาย
- การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

อาการที่เกิดจากหัวใจทำงานผิดปกติ
- หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะชีพจรเต้นช้า หรือเร็ว หรือไม่สม่ำเสมอ
- เวียนศรีษะ
- อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย
- เจ็บแน่นที่หน้าอก เมื่อออกกำลังกายมาก หรือเคร่งเครียด บางครั้งอาจเจ็บร้าวที่ไหล่ แขน หรือขากรรไกรข้างซ้าย
- หายใจขัด หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้
- ขาบวม
- ผิวหนังซีดเย็นเปียกชื้น และสีเขียวคล้ำ (โรคหัวใจขั้นรุนแรง)

ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคหัวใจ
- รับประทานยาสม่ำเสมอ
- สังเกตอาการผิดปกติของตนเอง เมื่อพบควรปรึกษาแพทย์
- งดสารเสพติด บุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก อาหารรสเค็ม
- พักผ่อนให้เพียงพอ

วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ
- โรคหัวใจขาดเลือด ให้ยาขยายเส้นเลือดหัวใจ เช่น ยาอมใต้ลิ้น
- อาจต้องให้ออกซิเจนเพื่อช่วยหายใจ
- ใช้ลูกโป่งขยายเส้นเลือดหัวใจ
- ผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจใหม่
- การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

การปลูกถ่ายหัวใจ
     ผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้าย ด้วยสาเหตุกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการขาดเลือด หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่สามารถรักษาด้วยยา หรือการผ่าตัดทั่วไปได้ จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเป็นหนทางสุดท้ายที่จะรอดชีวิตได้
ในปัจจุบัน ผลการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยร้อยละ 70-80 สามารถดำรงชีวิตได้เกิน 1 ปี หลังได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ และพบว่าผู้ป่วยในกลุ่มนี้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้เกิน 5 ปี ถึงร้อยละ 60

หัวใจใหม่ได้มาจากไหน
     หัวใจใหม่นี้จะได้รับจากผู้เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายและได้บริจาคอวัยวะให้ โดยได้รับความยินยอมจากญาติซึ่งนับเป็นการทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่

^ ขึ้นด้านบน ^

ปอด
ลักษณะและหน้าที่ของปอด
      ปอด มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ มีน้ำหนักเบา สามารถขยายตัวและหดตัวจนเหลือเนื้อที่แคบ มีความยืดหยุ่นเป็นเยี่ยม โดยทั่วไปแล้วปอดมีหน้าที่หายใจ แลกเปลี่ยนก๊าซ โดยหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าและหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก


การดูแลรักษาปอดให้แข็งแรง

- ไม่สูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละออง
- สวมเสื้อผ้าให้หนา เพื่อให้ความอบอุ่นต่อร่างกาย (ปอด)
- เวลานอนควรห่มผ้าปิดหน้าอกให้มิดชิด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

โรคที่เกี่ยวกับปอด
- หลอดลมอักเสบ
- หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
- หลอดลมโป่ง
- ถุงลมโป่งพอง
- ปอดบวม
- หืด
- วัณโรค
- เยื้อหุ้มปอดอักเสบ
- มะเร็งในปอด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคปอด
- การสูบบุหรี่
- ภูมิแพ้
- การติดเชื้อทางระบบหายใจ
- โรคปอดแต่กำเนิด
- การได้รับยาหรือสารพิษ


อาการที่เกิดจากปอดทำงานผิดปกติ
- เป็นหวัด เจ็บคอ ปวดศรีษะ
- ไอมีเสมหะ เหนื่อย หอบ
- ปวดหน้าอก หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว
- มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
- น้ำหนักลด ไม่มีแรง
- รูปร่างลักษณะของหน้าอกเปลี่ยนไป
- หายใจมีเสียง


ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคปอด
- นอนพักมากๆ
- ดื่มน้ำมากๆ งดน้ำหรืออาหารที่เย็น
- สวมเสื้อผ้าให้หนาพอเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
- งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด และไม่ควรอยู่ใกล้คนสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงสถานที่ที่อากาศเป็นพิษ และแออัด
- รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์ โดยรับประทานอาหารให้เพียงพอ ออกกำลังกายที่ทำแล้วไม่หอบ เช่น เดิน อย่างสม่ำเสมอ
- เมื่อเป็นหวัด หรือไอมากขึ้น มีเสมหะเขียวเหลืองมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ
- ควรฝึกการหายใจโดยบริหารปอด จะทำให้โอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนมีน้อยลง


การรักษาผู้ป่วยโรคปอด

     การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ ซึ่งจะเป็นการใช้ยาควบคุมสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอด เช่น งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละอองมาก นอกจากนี้อาจต้องใช้การบำบัดรักษาทางระบบหายใจ ซึ่งประกอบด้วย
- การบำบัดรักษาด้วยความชื้นและฝอยละออง
- การระบายเสมหะ โดยการเคาะและการสั่นสะเทือน
- การฝึกหัดการไอให้มีประสิทธิภาพ
- การดูดเสมหะ
- การฝึกบริหารการหายใจด้วยวิธีต่างๆ

      สำหรับในรายที่เป็นมากอยู่ในขั้นสุดท้าย ไม่สามารถจะรักษาด้วยยาและการผ่าตัด อาจต้องปลูกถ่ายปอด ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดี


การปลูกถ่ายปอด

      เป็นการเอาปอดใหม่ที่ดีกว่ามาใส่ให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดระยะสุดท้าย หรือโรคปอดระยะสุดท้ายที่เกิดจากปัญหาหัวใจ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือมักมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 6-12 เดือน ผลของปอดที่นำมาเปลี่ยนภายใน 1 ปี จะทำงานได้ดีถึงร้อยละ 75


ปอดใหม่ได้มาจากไหน

      ปอดใหม่นี้จะได้จากผู้เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตาย และได้บริจาคอวัยวะให้โดยได้รับความยินยอมจากญาติ ซึ่งนับเป็นการทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่


^ ขึ้นด้านบน ^

ไต
ลักษณะและหน้าที่ของไต
      ไต เป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง อยู่บริเวณบั้นเอวข้างกระดูกสันหลัง 2 ข้าง มีหน้าที่สำคัญ ดังนี้

- ขับถ่ายของเสีย ยา หรือสารแปลกปลอมต่างๆ ออกทางปัสสาวะ
- รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ กรด และด่างของร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ
- ควบคุมความดันโลหิต
- สร้างสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
- เปลี่ยนวิตามินดีที่ได้รับให้มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูก

 

การรักษาไตให้แข็งแรง
- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับของสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงเกินไป หรือถ้าเป็นก้อนเล็กๆ ก็จะหลุดออกมาเองได้
- อย่ากลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ระวังอย่าให้ท้องผูก
- ไม่ควรกินอาหารเค็มเกินไป เพราะจะทำให้เกิดน้ำคั่ง แล้วทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนัก
- ถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่แลัว ต้องควบคุมมิให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป
- รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดนิ่ว
- ดูแลทำความสะอาดหลังการปัสสาวะ และอุจจาระทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อทางระบบทางเดินปัสสาวะ


โรคที่เกี่ยวกับไต
- โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
- โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
- โรคไตที่เกิดจากเบาหวาน
- เนื้องอกของไต


สาเหตุสำคัญที่ทำให้ป็นโรคไต

- การติดเชื้อ
- ปฏิกิริยาการแพ้
- การได้รับยาหรือสารพิษ
- มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว เนื้องอก
- โรคไตที่เป็นแต่กำเนิด
- เกิดจากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น


อาการที่เกิดจากไตทำงานผิดปกติ
     เราสามารถแบ่งอาการของคนเป็นโรคไต ได้ดังนี้
- ชนิดเฉียบพลัน มีอาการเป็นไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง ปัสสาวะขุ่น หรือปัสสาวะปนเลือด มีอาการบวมที่เท้า หนังตา หรือบวมทั้งตัว รักษาหายได้
- ชนิดเรื้อรัง มีอาการซีด อ่อนเพลีย อาเจียน น้ำหนักลด ปัสสาวะน้อย ปวดศรีษะ ความดันโลหิตสูง


ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคไต
- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเพิ่ม ลด หยุดยา หรือซื้อยารับประทานเอง
- ควบคุมการรับประทานอาหารของตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคไต
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ในระยะไตวายจะมีของเสียจากโปรตีนคั่งค้าง จึงควรจำกัดอาหารจำพวกโปรตีนในผู้ป่วยที่มีอาการบวม หรือปัสสาวะน้อย ต้องจำกัดน้ำ และอาหารที่มีรสเค็ม รวมทั้งอาหารที่มีโปแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้


วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคไต

- การรักษาโรคไตชนิดเฉียบพลัน รักษาตามสาเหตุและภาวะแทรกซ้อน ถ้ามีการติดเชื้อให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผ่าตัดเอานิ่วออกหรือใช้เครื่องสลายนิ่วอาจต้องรักษาด้วยการล้างไตเป็นการชั่วคราว
- การรักษาไตชนิดเรื้อรัง ต้องมีการแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังร่วมกับการรักษาด้วยยา การล้างไตซึ่งอาจเป็นการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องและการปลูกถ่ายไต ซึ่งถือว่า เป็นการรักษาไตวายในระยะสุดท้ายที่ได้ผลดีที่สุด


การปลูกถ่ายไต

      เป็นการเอาไตใหม่ที่ดีมาใส่ให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากที่รอการปลูกถ่ายไต แต่ด้วยปัญหาการขาดแคลนอวัยวะ ทำให้มีผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีไม่มากนัก ผลการปลูกถ่ายไตอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ไตใหม่สามารถทำหน้าที่ปกติใน 1 ปี ประมาณร้อยละ 85


ไตใหม่ได้มาจากไหน
- จากญาติร่วมสายเลือดกัน อาจเป็นพี่น้อง พ่อแม่ หรือลูกที่เต็มใจบริจาคไตข้างหนึ่งให้ผู้ป่วย
- จากผู้เสียชีวิตโดยภาวะสมองตาย โดยผู้ตายได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้ก่อนตาย หรือได้รับความยินยอมจากญาติ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำบุญกุศลครั้ง
ยิ่งใหญ่

ผู้ที่รอรับไต
     จะต้องมีหมู่เลือดเดียวกับผู้บริจาค และต้องมีการตรวจการเข้ากันได้ของเนี้อเยื่อด้วย


^ ขึ้นด้านบน ^

ตับ
ลักษณะและหน้าที่ของตับ
      ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในช่องท้อง อยู่บริเวณชายโครงด้านขวาเลยมาถึงลิ้นปี่ หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม หน้าที่ของตับมีมากมายหลายอย่าง ดังนี้


- สะสมธาตุเหล็ก วิตามินและเกลือแร่หลายชนิดที่ร่างกายต้องการ
- สร้างน้ำดี ที่จะช่วยย่อยอาหาร
- ทำลายสารพิษต่างๆ ที่กินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ สุรา เบียร์ ไวน์ ยาต่างๆ
- เป็นแหล่งสะสมพลังงานให้ร่างกายโดยเก็บในรูปของน้ำตาล
- สร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
- กรองและกำจัดสารพิษ และเชื้อโรค
- สร้างสารที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน

การดูแลรักษาตับให้แข็งแรง
- ไม่ดื่มสุรา เบียร์ หรือของมึนเมา
- ไม่ควรรับประทานยาพร่ำเพรื่อ เพราะสารเคมีจะทำลายตับได้
- ระวังอย่าสูดดมพวกละอองสเปรย์ต่างๆ
- สวมถุงมือ ใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวกและหน้ากากทุกครั้งที่พ่นหรือผสมยาฆ่าแมลง
- ไม่สำส่อนทางเพศ
- ไม่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
- ไม่รับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
- รับประทานอาหารที่สะอาดและน้ำต้มสุก มีภาชนะปิดอย่างมิดชิด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


โรคที่เกี่ยวกับตับ

- โรคไวรัสตับอักเสบบี และซี
- โรคตับแข็ง
- โรคมะเร็งตับ
- ท่อน้ำดีตีบตันในเด็ก
- ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์
- โรคความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมแต่กำเนิด


สาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคตับ
- เชื้อไวรัส
- ดื่มสุรา เบียร์
- รับประทานยาพร่ำเพรื่อ
- เป็นโรคตับแต่กำเนิด
- รับประทานอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ


อาการที่เกิดจากตับทำงานผิดปกติ

- มีไข้ อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- ดีซ่าน
- ท้องมาน บวม
- เจ็บบริเวณตับ คลำได้ก้อน
- อาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือด


วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคตับ

- กำจัดสาเหตุ เช่น หยุดสุรา
- รักษาตามอาการ ให้ยาบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- การให้อาหารเสริมและวิตามินบำรุงตับ
- พักผ่อนและงดเว้นงานหนัก
- การผ่าตัด เช่น แก้ไขทางเดินน้ำดีอุดตัน
- การผ่าตัดเปลี่ยนตับ เป็นการนำเอาตับใหม่ที่ดีมาใส่ให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับระยะสุดท้ายในเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับโรคตับแข็ง ท่อน้ำดีอุดตันในเด็ก ที่ใม่
สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ เป็นต้น


ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคตับ

- กินยาให้ครบตามกำหนดที่แพทย์สั่ง
- งดสุรา เบียร์ และยาอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น
- พักผ่อนให้มาก เพื่อให้ตับได้พักและร่างกายมีความต้านทานที่ช่วยให้โรคหายเร็ว
- ไปตามนัดของแพทย์ทุกครั้ง


การปลูกถ่ายตับ

     เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยตับวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าหากให้การรักษาด้วยวิธีทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือมะเร็งตับ      การปลูกถ่ายตับจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีความพิการของตับมาแต่กำเนิด ตับใหม่ที่ได้รับการปลูกถ่าย สามารถทำหน้าที่ได้ดีในปีแรกของการผ่าตัดมีจำนวนถึงร้อยละ 75 และในเด็กจะมีจำนวนถึงร้อยละ 80


ตับใหม่ได้มาจากไหน

      ตับใหม่ได้มาจากผู้ที่เสียชีวิต โดยภาวะสมองตาย ซึ่งญาติผู้เสียชีวิตได้เห็นประโยชน์ และยินยอมบริจาค ปัจจุบันอัตราการบริจาคอวัยวะในประเทศเรายังมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้ายเหล่านี้ ประมาณว่ามีผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้าย ที่ต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ จำนวนหลายพันคนต่อปี ในขณะที่ผู้บริจาคอวัยวะมีไม่ถึงร้อยคนต่อปี


^ ขึ้นด้านบน ^


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
อุปนายิกา
ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย




บริจาคเงิน