คุณแม่เล่าให้เราฟังว่า เมื่อวาตีเรียนอยู่ชั้นม.1 แพทย์ตรวจพบว่าเธอมีหัวใจโตผิดปกติจนไปทับปอด ลิ้นหัวใจรั่ว และยังมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อีก เมื่อฟังจบ แม่ต้องออกมายืนร้องไห้คนเดียว

“จนสุดท้ายที่หมอบอกว่าลูกจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือนแล้ว แม่ก็ยังไม่กล้าบอกให้ลูกรู้”

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่รับการรักษา วาตีต้องไปๆมาๆ ระหว่างสถานที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สลับกับการไปโรงเรียนและอยู่บ้าน ส่งผลให้เธอไม่สามารถเรียนได้เต็มที่เหมือนเด็กทั่วไป ถึงอย่างนั้นวาตีก็ยังสอบได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด

วาตีได้รับกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนๆ รวมถึงทีมแพทย์และพยาบาลที่เอาใจใส่เธอเป็นอย่างดีเสมอมา ตราบจนถึงวันที่เธอถูกย้ายมาอยู่ห้องพิเศษที่ยอมให้ญาติมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งนั่นเป็นสัญญานว่าเวลาของวาตีใกล้จะหมดลงทุกทีแล้ว คุณแม่เล่าว่า

“พยาบาลมาบอกว่า ถ้ามีอะไรในใจอย่าเก็บไว้ ให้คุยกันนะ ลูกอยากกินอะไรก็ให้ลูกกินเถอะ (เพราะปกติต้องควมคุมเรื่องการรับประทานขนม)”

มีทางรอดเดียวคือให้วาตีได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ปัญหาจึงไปอยู่กับการที่ครอบครัวไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาล คุณแม่จึงต้องพยายามหาทุกวิถีทางที่จะช่วยลูกได้ แต่เมื่อวาตีถูกรับเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชูปถัมป์ ความหวังของเธอและครอบครัวก็กลับมาอีกครั้ง

ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด วาตีกล่าวถึงคำพูดของอาจารย์หมอว่า

“ถ้าหนูไม่ลองเดิน หนูจะกลัวล้มทำไม ทุกอย่างหนูดีหมด เหลือแค่หัวใจของหนูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

ด้วยหัวใจที่เธอได้รับจากผู้ให้บริจาคและด้วยหัวใจอันแข็งแกร่งของเธอกับครอบครัว หลังเข้ารับการผ่าตัด หัวใจของวาตีก็กลับมาเป็นปกติได้อีกครั้งหนึ่ง

น.ส.มิรันตี วันหวัง

(ซาวาตี)
อายุ 17 ปี ผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

Pin It on Pinterest

Shares
Share This