เมื่อคุณพ่อจะต้องสูญเสียลูกสาวคนสนิทไปอย่างกระทันหัน จนแทบจะไม่ทันได้ตั้งตัว ทุกคนในครอบครัวต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งหนึ่งชีวิตที่กำลังจะจากไป จะได้ต่อชีวิตให้กับอีกหลายคนที่รอคอย คุณสุรพงศ์ สุพรรณพงศ์ ตัวแทนของผู้ให้บริจาคอวัยวะได้เล่าเรื่องราวในขณะนั้นว่า…

“เริ่มต้นวันที่น้องเข้าโรงพยาบาลไปได้เพียงวันเดียว เมื่อทราบจากหมอว่า น้องเค้ามีโอกาสรอดน้อยมาก แล้วทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็มาติดต่อเรื่องการบริจาค ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน แต่ไม่ทันได้คิดเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก วันรุ่งขึ้นน้องก็หยุดหายใจและสมองก็ไม่ทำงาน เราก็ทราบว่าในทางการแพทย์ ถ้าสมองไม่ทำงานก็คงจะไม่มีโอกาสฟื้นแล้ว พอเจ้าหน้าที่มาติดต่อเลยต้องเริ่มตัดสินใจกันตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งจุดที่ยากที่สุดก็คือ ต้องตัดสินใจในขณะที่เค้ายังมีลมหายใจอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจ เพราะใจหนึ่งก็อยากจะอยู่กับเค้าต่อ อยากสัมผัสตัวลูก แต่อีกส่วนหนึ่งถ้ายื้อไว้อวัยวะก็จะเสื่อม และผู้รับก็จะไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งการต่อสู้กันทางความรู้สึกที่ขัดแย้งกันนี้ คือจุดที่ยากที่สุดของผู้ที่ตัดสินใจบริจาคที่จะต้องมีความแน่วแน่มาก”

ถึงแม้ขณะที่กำลังจะผ่าตัด ความรู้สึกของคนเป็นพ่อก็ห่วงว่าลูกจะเจ็บไหม ทั้งๆ ที่ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ขณะนั้นลูกไม่มีความรู้สึกอะไรแล้วก็ตาม แต่เมื่อลองมองกลับไปครั้งที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิด… “ก่อนหน้านี้ไม่นานน้องเค้าเคยบริจาคเลือดให้กับสภากาชาด ทั้งๆ ที่ปกติน้องเค้าเป็นคนกลัวเข็ม กลัวเลือด และก็ไม่ชอบการไปหาหมอ แต่เมื่อน้องเค้ามาเล่าให้ฟังว่า เค้าได้บริจาคเลือดที่โรงเรียนก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก ตอนนั้นน้องก็เล่าให้ฟังถึงความตั้งใจว่าจะบริจาคเลือดอีก ทั้งๆ ที่ต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบเลย แต่เค้าก็ตั้งใจดีและมีจิตใจที่เป็นกุศล ดังนั้น ถ้าหากน้องเค้ามีความรู้สึก เราก็คิดว่าเค้าคงทำได้ และคงจะทำ ถ้าเค้ามีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์”

การสูญเสียคนที่รักย่อมเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก แต่การตัดสินใจเสียสละจากการสูญเสียคนที่รัก เพื่ออีกหลายชีวิตที่รอคอยความหวัง แม้จะยากยิ่งกว่า แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจทุกครั้งที่ได้มองย้อนกลับไป

นายสุรพงศ์ สุพรรณพงศ์
บิดาของ นางสาวศิรดา สุวรรณพงศ์

Pin It on Pinterest

Shares
Share This